การวัดสมรรถนะหรือประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศที่สามารถปรับเปลี่ยนค่าการทำความเย็นได้ (Modulation) ถือว่าเป็นเรื่องยาก ก่อนอื่นอาจต้องพูดถึงการวัดประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศแบบที่ทำความเย็นได้ค่าเดียว (Fixed Speed) ที่ใช้การทดสอบตามมาตรฐาน ARI ซึ่งกำหนดอุณหภูมิของคอยล์ร้อนที่ 35 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิของคอยล์เย็นที่ 27 องศาเซลเซียส สำหรับอุณหภูมิกระเปาะแห้ง และ 19 องศาเซลเซียส สำหรับอุณหภูมิกระเปาะเปียก และวัดค่าการทำความเย็นและกำลังไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งค่าประสิทธิภาพเชิงพลังงาน (EER) สามารถอธิบายได้โดย นำค่าการทำความเย็นในหน่วย Btu/hr หารด้วยกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในหน่วยวัตต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพที่จุดการทำงานเพียงจุดเดียว

สำหรับระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนค่าการทำความเย็นได้ จะมีช่วงความสามารถการทำความเย็นที่แตกต่างกันตามเทคโนโลยีของคอมเพรสเซอร์ที่ใช้ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิตอลสโครลสามารถทำได้กว้างที่สุด ตั้งแต่ 10-100% จึงมีคำถามว่าควรวัดประสิทธิภาพของระบบที่จุดใด และควบคุมอุณหภูมิเท่าไหร่ในการทดสอบ

ดังนั้น ARI จึงได้กำหนดมาตรฐาน ARI 210/240 เพื่อใช้สำหรับวัดประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศที่ปรับเปลี่ยนค่าการทำความเย็นได้ โดยวิธีการคำนวณที่เรียกว่า IPLV (Integrated Part Load Value) ซึ่งได้มาจากการทดสอบและวัดประสิทธิภาพที่ 4 จุด คือ ที่ 25%, 50%, 75% และ 100% ของค่าการทำความเย็นเต็มกำลัง (Full Load Capacity) และควบคุมอุณหภูมิที่ 27 องศาเซลเซียสทั้งคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น จากนั้นนำค่าประสิทธิภาพเชิงพลังงาน (EER) ที่ได้จากทั้ง 4 จุด มาคำนวณหาค่า IPLV โดยให้น้ำหนักในแต่ละจุดตามกราฟด้านล่าง


จากกการทดสอบโดยห้องทดสอบของรัฐบาลจีน เทคโนโลยีดิจิตอลสโครล มีค่า IPLV ที่สูงมาก (3.56) ดังแสดงในกราฟด้านล่าง

นอกจากนั้น ทาง Emerson Climate Technologies ได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพทางพลังงานของเทคโนโลยีดิจิตอลสโครลกับ
อินเวอร์ทเตอร์ เนื่องจากประสิทธิภาพของอินเวอร์ทเตอร์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่
กับชนิดของคอมเพรสเซอร์ (โรตารี่ หรือสโครล) และการออกแบบชุดควบคุมของอินเวอร์ทเตอร์ที่เป็นตัวกำหนดค่าความสูญเสียทางไฟฟ้า กราฟนี้แสดงการเปรียบเทียบดิจิตอลสโครลกับอินเวอร์ทเตอร์ที่ดีที่สุดและอินเวอร์ทเตอร์แบบทั่วไป จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีดิจิตอลสโครลจะมีประสิทธิภาพทางพลังงานที่ดีที่สุด